admin September 15th, 2008
คุณคงจะได้ยินผู้หญิงพูดว่า “ผู้ชายมันก็เลวกันทั้งโลก” แนวความคิดนี้เป็นทียอมรับกันแพร่หลายมากในปัจจุบัน การสำรวจเบื้องต้นพบว่า กลุ่มผู้หญิงที่ผ่านการอกหักมาแล้ว ไม่ต่ำกว่าสามครั้งจะมีแนวโน้มคล้อยตามแนวความคิดนี้ มากเป็นพิเศษ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีสถาบันวิจัยใด ทำการค้นคว้าทดลองอย่างจริงจัง พอที่จะสรุปได้ว่าสมมุติฐานนี้เป็นจริงหรือไม่ เข้าใจว่าเป็นเพราะการสุ่มตัวอย่างผู้ชายทั้งโลกนั้น ต้องใช้งบประมาณมหาศาล อีกทั้งในปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบ ว่ากลุ่มตัวอย่างเป็น “ชายแท้” หรือไม่นั้นก็ยังมีค่าความคลาดเคลื่อนมากเหลือเกิน หากว่าแนวสมมุติฐานนี้เป็นจริง ผมขอเสนอหนึ่งทฤษฎีที่อาจจะสามารถนำมาอธิบายได้ว่า ทำไมผู้ชายสมัยนี้ถึงเลว
ย้อนกลับไปในสมัยที่ผู้ชายดีๆ ยังมีอยู่มากบนพื้นโลก ผู้ชายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสุภาพบุรุษ ผู้ดำรงตนอยู่ในคลองธรรมอันควร และไม่เคยได้นำตัวเองไปสุ่มเสี่ยง ต่อสิ่งอบายทั้งหลายแต่อย่างใด แต่ทั้งๆที่ประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่ดีเหล่านั้น ผู้ชายเหล่านี้กลับไม่ได้รับความสนใจ จากผู้หญิงเท่าที่ควร ที่รักดีนั้นถูกมองเป็นน่าเบื่อ ที่มั่นคงนั้นถูกเห็นเป็นจืดชืด ผู้หญิงกลับลุ่มหลงในคุณสมบัติด้านตรงข้าม กับที่พวกเขามีโดยสิ้นเชิง จนถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “ผู้หญิงมักชอบผู้ชายเลว” เหตุการณ์เป็นเช่นนี้มานับร้อยๆปี จากทฤษฎีการอยู่รอดของ Charles Darwin ที่กล่าวไว้ในทฤษฎีการคัดสรรตามธรรมชาติว่า คุณสมบัตที่ดี่ที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่รอดนั้น จะถูกถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลาน แต่คุณสมบัติที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์นั้นจะลดน้อยลง และหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆในรุ่นต่อๆไป ตลอดระยะเวลาร้อยๆปีนี้ พันธุกรรมของผู้ชาย ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ยีนส์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเลวๆ ได้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสงผลต่อความดึงดูดใจจากผู้หญิงนั่นเอง
นักวิทยาศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตุว่า อัตราการเพิ่มของยีนส์เลวในผู้ชายนั้น เพิ่มขึ้นทุกปีจนอาจจะอยู่ในระดับ “เลวกว่าหมา” ก็เป็นได้ แม้จะมีผู้หญิงที่ยังมีความสนใจในผู้ชายดีอยู่บ้าง แต่นั้นก็เป็นเพียงผู้หญิงส่วนน้อยในสังคม นักวิทยาศาสตร์ยังได้กล่าวเตือนผู้ชายในปัจจุบัน ที่ยังฝืนทำตัว “รักดี” อยู่ว่า พวกเขาได้ทำตัวฝืนวิถีของธรรมชาติอยู่ ผู้ชายจะเลวนั้นเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว การที่ผู้ชายที่เลวกว่าหมา แต่ก็ยังมีผู้หญิงมารักนั้นเป็นข้อพิสูจน์หนึ่ง ว่าการคัดสรรของธรรมชาติใ ห้ผู้ชายเลวนั้นเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว
Tags: thought
admin September 14th, 2008
เมื่อวันก่อนได้ดูรายการของคุณดู๋ สัญญา ซึ่งมีอาจารย์วีระ ธีรภัทรมาเป็นแขกรับเชิญ ผมเปิดไปได้ดูตอนท้่ายพอดี เห็นกำลังพูดกันถึงเรื่องว่า ปี2551นี้ทิศทางของเศรษฐกิจบ้านเราจะเป็นอย่างไร อาจารย์วีระพูดว่า “อยากได้มะม่วง ก็ต้องปลูกมะม่วง” อาจารย์ไม้ได้อธิบายอย่างละเอียด ว่ามีหมายความว่าอย่างไร เท่าที่ฟังอาจารย์พูดคุยกับคุณสัญญา ผมก็จับใจความเอาเองได้ประมาณว่า ไม่่ว่าเศรษฐกิจมันจะเป็นยังไง เราอยากได้อะไร ก็ต้องเริ่มจากขั้นตอนแรกๆ ในการทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก่อน อยากได้มะม่วง ก็ต้องเริ่มจากปลูกมะม่วงก่อน ปลูกแล้วจะขายได้ไหม ขายได้เท่าไร เป็นเรื่องที่จะต้องไปตกลงกันต่อไป ซึ่งอาจจะขายได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าไม่เริ่มปลูกมะม่วง ก็ไม่มีมะม่วงมาขาย
ผมคิดเอาเองว่า อาจารย์อาจจะอยากเตือนสติเราว่า อย่ามัวแต่ไปคิดวิตกว่า เศรษฐกิจจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ คิดวิตกจริตกันมากไปจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง แต่ถ้าวันนี้ไม่เริ่มทำ สิ่งที่หวังสิ่งที่รอ มันคงไม่เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้
ฟังอาจารย์พูดแล้วผมก็นึกไปถึงคำพูดที่ว่า “ความสำเร็จเป็นของฟ้า ความพยายามเป็นของมนุษย์” เพราะบางครั้ง ชีวิตคนเราก็เป็นแต่เพียงเครื่องเล่นแห่งชะตากรรม สิ่งที่คิด สิ่งที่หวังก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งใจ ลงทุนลงแรงเท่าไร บางครั้งก็สูญไปในพริบตา แต่ถามว่า รู้ว่ามันอาจจะไม่เป็นไปตามที่หวังอย่างนี้แล้ว จะทำยังไง จะนั่งปลงอยู่เฉยๆไปวันๆอย่างนั้นเหรอ สิ่งที่มนุษย์มีได้โดยไม่ต้องพึ่งฟ้า ก็คือความพยายาม ดิ้นรนเข้าไป ตะเกียกตะกายให้ถึงที่หวังไว้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ก็ให้เป็นลิขิตฟ้าเถิด ปลูกมะม่วงแล้วจะได้ขายไหม จะขายได้ราคาดีไหมก็ไม่รู้ แต่่วันนี้ เริ่มต้นปลูกมะม่วงเสียก่อนเถอะ
Tags: thought
admin September 14th, 2008
วันนี้ผมได้ไปทานอาหารที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเป็นตอนเที่ยงผู้คนในศูนย์อาหารจึงเยอะมาก เนื่องจากผมไปคนเดียว การจะหาที่นั่งก่อนแล้วค่อยไปซื้อข้าว ก็เลยทำไม่ได้ ต้องไปซื้อข้าวก่อน แล้วค่อยไปเสี่ยงดวง เดินหาที่นั่งเอาทีหลัง ผมเดินหาอยู่กว่าสิบนาที ก็ยังไม่สามารถหาที่นั่งได้ ถ้าไม่โชคดีเดินไปถึงจุดที่มีคนกำลังลุกออกพอดี ก็ไม่มีทางจะได้ที่นั่งแน่ เพราะมีคนเดินหาที่นั่งแบบผมเยอะไปหมด ตอนเดินๆอยู่ก็เห็นบางคนกินเสร็จแล้ว แต่ก็ยังนั่งคุยกับเพื่อนบ้าง นั่งอ่านนิตยสารบ้าง ผมก็คิดในใจว่าเมื่อไรเขาจะลุกออกไปสักทีนะ คนอื่นจะได้มีที่นั่งกินข้าวบ้าง ฉัับพลันความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วนี่นา
ตอนนั้นผมกำลังต่อคิวเพื่อทำการลงทะเบียนวิชาเรียน สมัยนั้นระบบลงทะเบียนออนไลน์ยังไม่มีให้ใช้ (กี่ปีมาแล้วละนั่น) นักศึกษาต้องไปเข้าแถวแต่เช้า เพื่อยื่นใบขอลงทะเบียนในการเรียนวิชานั้นๆ แล้วมันก็จะมีปัญหาประเภทว่า วิชานั้นรับคนเข้าเรียนต็มแล้ว (ในกรณีที่เป็นวิชาเลือก) หรือ section ที่เราอยากจะเรียนนั้นคนเต็มแล้ว ไม่อยากไปลง section อื่น อาจเป็นเพราะอยากเรียนกับอาจารย์ที่สอนใน section นี้มากกว่า หรือว่าเวลาสอนของ section นี้ตรงกับตารางเวลาเรียนที่เราได้จัดไว้แล้ว ทำให้การยื่นขอลงทะเบียน ของนักศึกษาแต่ละคน มักจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ไม่มากก็น้อย ตอนนั้นผมจำรายละเอียดได้ไม่แน่ชัด เหมือนกับว่าผมกำลังตัดสินใจ ในการเปลี่ยน section เรียนหรืออย่างไรนี่แหละ ขณะกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง พูดขึ้นมาจากแถวข้างหลังผม ว่าให้ช่วยเร่งตัดสินใจหน่อยได้ไหม ผมก็เพียงแ่ค่หันไปดู แต่ก็ไม่ได้พูดว่าอะไร ในใจก็คิดว่า ทำไมต้องเร่งด้วยนะ การตัดสินใจลงทะเบียนเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมก็รอต่อแถวมานานพอๆกับคุณ เมื่อถึงคิวผม มันก็เป็นสิทธิฺ์์ของผม ที่จะใช้เวลาในการตัดสินใจตามที่ผมเห็นสมควร ทำไมไม่เคารพสิทธิฺ์ฺกันบ้าง เมื่อภาพเหตุการณ์ แล่นเข้ามาในหัว ขณะที่ผมกำลังถือถาดอาหารอยู่ ผมก็คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไปขอให้ึคนที่กินเสร็จแล้วเหล่านั้น ช่วยเร่งเวลาลุกออกไปจากโต๊ะ แล้วได้รับคำตอบประมาณว่า “คุณจะมาเร่งผมทำไม ผมก็เดินหาโต๊ะอยู่นานพอๆกับคุณนั่นแหละ มันเป็นสิทธิของผมนะ ที่ผมจะนั่งอยู่นานเท่าไรก็ได้ ตามที่ผมเห็นสมควร”
ผมจึงได้มาคิดว่า อาศัยแค่การกำหนดสิทธิของสมาชิกในสังคม และทุกคนในสังคนก็เอาแต่พูดว่า นี่เป็นสิทธิของตน เป็นสิ่งที่ตนทำได้ตามระเบียบนั้นๆ ก็คงไม่ทำให้สังคมสงบสุขขึ้นมาได้เป็นแน่ บางคนไปไกลขนาดที่ว่า แม้ตนเองจะไม่ได้ประโยชน์ จากการใช้สิทธินั้นสักเท่าไร แต่ก็ยังตะบี้ตะบันนัดกันไปแสดงตัว บอกว่านี่เป็นสิทธิของฉันนะ ฉันจะทำอย่างนี้ละ ใครจะทำไม โดยไม่ได้ใส่ใจว่าการกระทำของตนบ่งบอกอะไร มีผลต่อภาพรวมของสังคมแค่ไหน เป็นการใช้สิทธิเพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าฉันมีสิทธิฺ์ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ ก็ถ้าไม่อยากให้ทำ แล้วจะเขียนไว้ในระเบียบให้สิทธินี้ไว้ทำไมละ่ใช่ไหม ก็เหมือนกับการที่ผมอยู่ในคิวลงทะเบียน หรือการคนที่นั่งเล่นหลังกินข้าวเสร็จ ในศูนย์อาหารนั้น ระเบียบให้สิทธิแก่ท่านในการทำ แต่ถ้าท่านตั้งหน้าตั้งตาจะเอาแต่ใช้สิทธิ คนที่เพิ่งได้ที่นั่งก็จะคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ฉันก็เดิืนหาที่นั่งมาตั้งนาน คนที่นั่งก่อนหน้านี้ก็นั่งอยู่ตั้งนานได้ ฉันก็ทำได้บ้างสิ คิดกันอย่างนี้ ใช้สิทธิกันอย่างนี้ แล้วสังคมเราจะเป็นยังไง.
Tags: thought