สิทธิ์ส่วนตนแลกกับผลประโยชน์ส่วนรวม

By on Sep 14, 2008 in thai |

Share On GoogleShare On FacebookShare On Twitter

วันนี้ผมได้ไปทานอาหารที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเป็นตอนเที่ยงผู้คนในศูนย์อาหารจึงเยอะมาก เนื่องจากผมไปคนเดียว การจะหาที่นั่งก่อนแล้วค่อยไปซื้อข้าว ก็เลยทำไม่ได้ ต้องไปซื้อข้าวก่อน แล้วค่อยไปเสี่ยงดวง เดินหาที่นั่งเอาทีหลัง ผมเดินหาอยู่กว่าสิบนาที ก็ยังไม่สามารถหาที่นั่งได้ ถ้าไม่โชคดีเดินไปถึงจุดที่มีคนกำลังลุกออกพอดี ก็ไม่มีทางจะได้ที่นั่งแน่ เพราะมีคนเดินหาที่นั่งแบบผมเยอะไปหมด ตอนเดินๆอยู่ก็เห็นบางคนกินเสร็จแล้ว แต่ก็ยังนั่งคุยกับเพื่อนบ้าง นั่งอ่านนิตยสารบ้าง ผมก็คิดในใจว่าเมื่อไรเขาจะลุกออกไปสักทีนะ คนอื่นจะได้มีที่นั่งกินข้าวบ้าง ฉัับพลันความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วนี่นา

ตอนนั้นผมกำลังต่อคิวเพื่อทำการลงทะเบียนวิชาเรียน สมัยนั้นระบบลงทะเบียนออนไลน์ยังไม่มีให้ใช้ (กี่ปีมาแล้วละนั่น) นักศึกษาต้องไปเข้าแถวแต่เช้า เพื่อยื่นใบขอลงทะเบียนในการเรียนวิชานั้นๆ แล้วมันก็จะมีปัญหาประเภทว่า วิชานั้นรับคนเข้าเรียนต็มแล้ว (ในกรณีที่เป็นวิชาเลือก) หรือ section ที่เราอยากจะเรียนนั้นคนเต็มแล้ว ไม่อยากไปลง section อื่น อาจเป็นเพราะอยากเรียนกับอาจารย์ที่สอนใน section นี้มากกว่า หรือว่าเวลาสอนของ section นี้ตรงกับตารางเวลาเรียนที่เราได้จัดไว้แล้ว ทำให้การยื่นขอลงทะเบียน ของนักศึกษาแต่ละคน มักจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ไม่มากก็น้อย ตอนนั้นผมจำรายละเอียดได้ไม่แน่ชัด เหมือนกับว่าผมกำลังตัดสินใจ ในการเปลี่ยน section เรียนหรืออย่างไรนี่แหละ ขณะกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง พูดขึ้นมาจากแถวข้างหลังผม ว่าให้ช่วยเร่งตัดสินใจหน่อยได้ไหม ผมก็เพียงแ่ค่หันไปดู แต่ก็ไม่ได้พูดว่าอะไร ในใจก็คิดว่า ทำไมต้องเร่งด้วยนะ การตัดสินใจลงทะเบียนเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมก็รอต่อแถวมานานพอๆกับคุณ เมื่อถึงคิวผม มันก็เป็นสิทธิฺ์์ของผม ที่จะใช้เวลาในการตัดสินใจตามที่ผมเห็นสมควร ทำไมไม่เคารพสิทธิฺ์ฺกันบ้าง เมื่อภาพเหตุการณ์ แล่นเข้ามาในหัว ขณะที่ผมกำลังถือถาดอาหารอยู่ ผมก็คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไปขอให้ึคนที่กินเสร็จแล้วเหล่านั้น ช่วยเร่งเวลาลุกออกไปจากโต๊ะ แล้วได้รับคำตอบประมาณว่า “คุณจะมาเร่งผมทำไม ผมก็เดินหาโต๊ะอยู่นานพอๆกับคุณนั่นแหละ มันเป็นสิทธิของผมนะ ที่ผมจะนั่งอยู่นานเท่าไรก็ได้ ตามที่ผมเห็นสมควร”

ผมจึงได้มาคิดว่า อาศัยแค่การกำหนดสิทธิของสมาชิกในสังคม และทุกคนในสังคนก็เอาแต่พูดว่า นี่เป็นสิทธิของตน เป็นสิ่งที่ตนทำได้ตามระเบียบนั้นๆ ก็คงไม่ทำให้สังคมสงบสุขขึ้นมาได้เป็นแน่ บางคนไปไกลขนาดที่ว่า แม้ตนเองจะไม่ได้ประโยชน์ จากการใช้สิทธินั้นสักเท่าไร แต่ก็ยังตะบี้ตะบันนัดกันไปแสดงตัว บอกว่านี่เป็นสิทธิของฉันนะ ฉันจะทำอย่างนี้ละ ใครจะทำไม โดยไม่ได้ใส่ใจว่าการกระทำของตนบ่งบอกอะไร มีผลต่อภาพรวมของสังคมแค่ไหน เป็นการใช้สิทธิเพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าฉันมีสิทธิฺ์ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ ก็ถ้าไม่อยากให้ทำ แล้วจะเขียนไว้ในระเบียบให้สิทธินี้ไว้ทำไมละ่ใช่ไหม ก็เหมือนกับการที่ผมอยู่ในคิวลงทะเบียน หรือการคนที่นั่งเล่นหลังกินข้าวเสร็จ ในศูนย์อาหารนั้น ระเบียบให้สิทธิแก่ท่านในการทำ แต่ถ้าท่านตั้งหน้าตั้งตาจะเอาแต่ใช้สิทธิ คนที่เพิ่งได้ที่นั่งก็จะคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ฉันก็เดิืนหาที่นั่งมาตั้งนาน คนที่นั่งก่อนหน้านี้ก็นั่งอยู่ตั้งนานได้ ฉันก็ทำได้บ้างสิ คิดกันอย่างนี้ ใช้สิทธิกันอย่างนี้ แล้วสังคมเราจะเป็นยังไง.